บทที่ 9 ตอนที่ 52 "อัลเดบารัน I"
. 【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】
อัลเดบารันยังคงจดจำคำพูดของ [แม่มด] ได้ชัดเจนทั้งที่เวลาในความเป็นจริงผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว แถมมันยังนานยิ่งกว่านั้นหลายขุมหากนับเวลาที่เขารับรู้
ถึงจะคอยนับจำนวนครั้งที่รีเซ็ตในแต่ละสถานการณ์ แต่อัลก็ไม่เคยนับจำนวนลูปรวมทั้งหมดหรือนับห้วงเวลาที่สูญเสียไปเกินกว่าชั่วชีวิตคนเลย
กระนั้นจิตใจของอัลเดบารันก็มิได้แก่กล้าตามประสบการณ์หรือตรัสรู้ในสัจธรรมเหมือนกับเอลฟ์ที่มีชีวิตยืนยาวมาหลายร้อยปีแต่อย่างใด
ลูปส่วนใหญ่กินเวลาไม่กี่นาทีหรือไม่กี่วินาทีด้วยซ้ำ การสั่งสมห้วงเวลาอันน้อยนิดเหล่านั้นจึงมิได้ช่วยให้จิตใจเติบโต มันคือการเสียเวลาเปล่ามากกว่า
แน่นอนว่าสมองย่อมกรองเอาความทรงจำที่ไม่จำเป็นทิ้งไป แต่บางสิ่งก็ถูกสลักลงในดวงจิตของอัลไม่มีวันเลือนหาย ดังเช่นประโยคข้างต้น
หาก [แม่มด] ผู้ใคร่รู้ได้ทราบว่าอัลไม่อยากจดจำทุกสิ่งจากประสบการณ์วนลูปกว่าร้อยล้านครั้ง เธอคงจะพึมพำว่า “งั้นเหรอ น่าเสียดายจังนะ” เป็นแน่
. อัลเดบารันคือผลงานสรรสร้างของ [แม่มด] เขาจึงถูกฝึกฝนและปลุกปั้นด้วยวิธีการไร้มนุษยธรรมพอๆ กับการฝึกฝนของหมู่บ้านชิโนบิ
หลังจากที่เผลอตกลงยินยอมไปแล้ว [แม่มด] ก็จะมอบบทเรียนและแบบทดสอบที่เป็นดั่งฝันร้าย แถมยังไม่ให้โอกาสเปลี่ยนใจกลางคัน
หากให้เทียบระหว่างหมู่บ้านชิโนบิสุดโหดที่ยาเอะเคยเล่าให้ฟังกับยัย [แม่มด] ที่เลวร้ายสูสีกับประวัติทั้งหมู่บ้าน อัลเองก็ไม่แน่ใจว่าฝั่งไหนบ้าบอกว่ากัน
เอคิดน่า: ถึงจะว่างั้นก็เถอะ นายน่ะมีสิทธิ์ในการตัดสินใจชีวิตของนายเองนะ มีแค่เรื่องนั้นแหละที่ต่อให้เป็นผู้สร้างก็ยังเป็นอาณาเขตที่ไม่ควรก้าวก่ายอยู่ดี เพราะงั้นแหละ ถ้าเกิดลึกๆ ในใจแล้วนายคิดว่าไม่อาจทำตามที่เราสั่งได้ล่ะก็ สามารถถอนตัวจากแผนการได้ทุกเมื่อเลย นั่นถือเป็นอิสรภาพของนายล่ะ
กระนั้น [แม่มด] ก็มักจะย้ำเตือนเช่นนั้นเป็นครั้งคราวเพื่อทดสอบการเตรียมใจแรกเริ่มของอัล ซึ่งนั่นอาจเป็นวิธีการแสดงความรู้สึกผิดของเธอ
การได้ใช้เวลาร่วมกันทำให้อัลเดบารันค้นพบว่า [แม่มด] ไม่ได้ไร้หัวใจเสียทีเดียว เธอเพียงแค่ไม่เข้าใจหัวใจของมนุษย์เพียงเท่านั้น
[ไม่มี] กับ [ไม่เข้าใจ] มันแตกต่างกันพอสมควร เพราะงั้นเธออาจจะรู้สึกผิดที่ต้องให้อัลก้าวเดินบนเส้นทางนี้ทั้งที่อยากจะเคารพเจตจำนงของเขา
ตลกร้ายเหลือเกินที่ความหวังอันริบหรี่ว่ายัย [แม่มด] อาจจะมีหัวใจอยู่นี่แหละคือเหตุผลที่การเตรียมใจของอัลเดบารันมิเคยสั่นคลอน
เพราะงั้นอัลจึงให้คำตอบแบบเดิมทุกครั้งทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าอาจจะถูกหลอกโดย [แม่มด] ผู้ชั่วร้ายที่ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดและความลังเล
เอคิดน่า: แหงอยู่แล้วสิ ――ก็เราน่ะคือจอมเวทผู้ชั่วร้ายนี่นา
[แม่มด] สีขาวดำคอยหยอกล้ออัลเดบารันด้วยรอยยิ้มและคำตอบที่กำกวมว่าจริงใจหรือหลอกลวงอยู่กันแน่เช่นนั้นเสมอมา
. ปัจจุบันอัลเดบารันกำลังเร่งสปีดบินถลาไปตามสายลมด้วยปีกศิลาบนแผ่นหลัง โดยพยายามทิ้งระยะห่างและความสูงจากศัตรูที่ยาเอะถ่วงเวลาให้อยู่
ปีกศิลามิใช่สิ่งที่สร้างง่ายเลย ต้องปรับแต่งอย่างถี่ถ้วนทั้งขนาด ความแข็ง ความหนา และน้ำหนัก ปีกเล็กไปก็บินไม่ขึ้น ปีกใหญ่ไปก็ปลิวตามสายลม
อัล: …ต้องขอซูฮกอิคารัสเลยนะเนี่ยที่ทำสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก!
หากไม่นับชะตากรรมตอนจบ การที่อิคารัสสามารถสร้างปีกขี้ผึ้งที่ทั้งกระพือได้และบินเข้าไปใกล้ดวงตะวันได้นั้น ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก
หลังจากที่บินร่วงไปกว่า 600 ครั้ง ในที่สุดอัลเดบารันก็สามารถอัพเลเวลปีกศิลาจากเลเวล 1 มาถึงเลเวลที่สามารถใช้ร่อนได้จริง
. [อาณาเขต] ของอัลเดบารันมิใช่อำนาจที่ไร้เทียมทาน ในครั้งนี้เองฝั่งศัตรูก็ได้เล่นงานจุดอ่อนตรงขอบเขตส่งผลจากสองแง่มุม(โดยบังเอิญ)
อัลถูกเคลื่อนย้ายออกจากแอเรียของ [อาณาเขต] โดยไม่ทันตั้งตัว แถมการร่วงหล่นจากฟ้ายังทำให้เขาสร้าง [อาณาเขต] อันที่สองไม่ได้อีก
ระหว่างที่ร่วงหล่นแบบเต็มสปีด อัลได้ปลิดชีพตนเองภายใน [อาณาเขต] เพื่อรีสตาร์ทและลองทดสอบแผนหลบหนีอยู่หลายแผน
สุดท้ายแล้วอัลก็ค้นพบว่าปีกศิลาคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในการหลบหนี มันช่วยชะลอการร่วงหล่นและคงรักษาความสูงมิให้หลุดจาก [อาณาเขต]
เอมิเลีย: ――อัล!!
ตอนนั้นเองที่นางฟ้าเสียงกระดิ่งเงิน “เอมิเลีย” บินไล่กวดมาด้วยปีกน้ำแข็งที่สร้างสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกเช่นเดียวกับอิคารัสที่อัลนับถือ(รีสเปกต์)
แม้จะอยากรีสเปกต์เซนส์ในการสร้างปีกเทียมของเอมิเลีย แต่พอเทียบกับปีกหน้าตาง่อยๆ ของตนแล้ว อัลรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำความห่างชั้นมากกว่า
. ข้อได้เปรียบ(แอดแวนเทจ)หลักของ [อาณาเขต] คือการที่อัลเดบารันสามารถลองเล่นไพ่ที่มีในมือได้ทุกรูปแบบจนกว่าจะพบผลลัพธ์ที่ฝ่ายศัตรูเพลี่ยงพล้ำ
กระนั้นในโลกนี้ก็มีเหล่าผู้เป็นที่รักของโชคชะตาเฉกเช่น “ไรน์ฮาร์ด” ซึ่งแทบจะไม่เพลี่ยงพล้ำพลาดท่าเลย ไม่ว่าอัลจะเปลี่ยนไปเล่นไพ่แบบไหน
อัลเดบารันนั้นถูกโชคชะตาเกลียดชัง ตัวเขาก็เกลียดโชคชะตาเช่นกัน ไม่รู้ว่าฝั่งไหนเริ่มเกลียดก่อน แต่ที่แน่ๆ โชคชะตาคือศัตรูตัวฉกาจ
――ดังนั้น อัลเดบารันจึงต้องสังหารโชคชะตา ต่อให้ตัวเขาจะต้องกลายเป็นศัตรูของคนทั้งโลกก็ตาม
แน่นอนว่าฝั่งโชคชะตาไม่คิดจะนอนรอเฉยๆ ให้โดนเชือด มันจึงคอยส่งเบี้ยคนแล้วคนเล่ามาขัดขวางอัลและเบี้ยคู่ล่าสุดก็คือเอมิเลียกับเรม
ฝั่งศัตรูเลือกคนเปิดศึกได้เจ้าเล่ห์มาก สถานะเหยื่อของ [ตะกละ] ทำให้เรมกลายเป็นแฟลชเกรเนดความทรงจำที่มีประสิทธิภาพต่ออัลสูงเป็นพิเศษ
――เนื่องจากว่าเรมนั้นคือตัวตนที่ควรจะตายไปแล้วและไม่ควรที่จะมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้เลย
การที่เรมยังคงมีตัวตนอยู่คือหลักฐานอย่างดีว่านัตสึกิ สุบารุได้ฝืนต่อต้านโชคชะตาและเอาชนะมันมาได้ แต่แล้วเขากลับไม่ยอมช่วยพริสซิลล่า บาริเอล
อัล: ――ในเมื่อเล่นกันแบบนั้น ทางชั้นเองก็ไม่คิดจะปรานีเหมือนกันนะเฟ้ย
ไม่สำคัญว่าสุบารุจะหลั่งน้ำตากี่หยด ยอมโดนต่อยกี่หมัด หรือช่วยปลอบใจเขามากเพียงใด สิ่งที่อัลต้องการจากสุบารุมีเพียงการช่วยชีวิตบุคคลเดียวไว้
. อัลกัดฟันแรงจนเลือดออกแล้วหันกลับไปสบตาเอมิเลียที่เริ่มไต่ระดับความสูงกระชั้นชิดเข้ามา แต่สุดท้ายปีกเทียมที่กระพือมิได้ก็มาถึงขีดจำกัด
กระนั้นหลังจากที่แรงส่งจากการหวดแผ่นน้ำแข็งของเรมหมดลง เอมิเลียก็เสกน้ำแข็งขึ้นมาเป็นแท่นเหยียบกลางอากาศแบบต่อเนื่อง
หลังจากที่ถูกเอมิเลียย่ำอย่างรุนแรง แผ่นน้ำแข็งที่ร่วงลงไปจะสลายกลับเป็นมานากลางอากาศและถูกนำหมุนเวียนมาสร้างแท่นเหยียบอันใหม่ต่อทันที
อัล: บ้าบอชะมัดยาด…
กลยุทธ์ไต่ระดับความสูงสายบ้าพลังของเอมิเลียคือการผสานเซนส์เวทมนตร์ระดับเหนือชั้นกับมานาสำรองปริมาณมหาศาลเข้าด้วยกัน
ต่อให้อัลจะมีพาธที่เชื่อมต่อกับมานาแทงค์ของอัลเตอร์อยู่ แต่เซนส์เวทมนตร์กับความสามารถทางกายภาพก็ด้อยกว่าจนเลียนแบบเธอมิได้อยู่ดี
พอไต่ระดับความสูงมาเท่ากันแล้ว เอมิเลียก็เริ่มโน้มน้าวให้อัลมาคุยกัน แต่ฝั่งอัลกังขาไว้ก่อนว่าเอมิเลียตั้งใจจะจับเขาแช่แข็งทันทีที่มีโอกาส
ที่จริงหากอัลเดบารันเลือกรูทรอร่วงลงไปถึงตีนเขาพร้อมแผ่นน้ำแข็งล่ะก็ แพทเทิร์นที่รออยู่ก็คงไม่พ้นกับดัก “แช่แข็งไปพร้อมกับแม่น้ำ”
อัล: เดี๋ยวก็ได้รู้กัน ――ท่าทีของชั้นน่ะ ยังไม่เปลี่ยนไปจากตอนอยู่นครหลวงหรอกนะเฟ้ย!
หลังมั่นใจว่าตนตัดสินใจถูกที่แยกสองสาวออกจากกัน อัลก็เปิดฉากรัวยิงก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นใส่เอมิเลียกลางอากาศราวกับเรียลไลฟ์ชูตติ้งเกม
เอมิเลีย: จะอีกกี่ครั้ง ฉันก็จะพูดย้ำ ไม่อยากเสียน้ำตาให้คนที่จากไปเพราะมัวแต่คิดว่าไม่มีทางช่วยได้อีกแล้ว!!
เอมิเลียสยายปีกน้ำแข็งและบินฝ่าเข้าไปกลางดงหินอย่างห้าวหาญ บรรยากาศเยือกแข็งส่งเสียงกังวาลไปทั่วช่องเขาอักซาดที่ขนาบข้างทั้งสองอยู่
. พอถึงช่วงวัยรุ่น คนส่วนใหญ่ก็มักจะเข้าสู่วัยต่อต้านพ่อแม่ เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตและเหตุผลที่ตนเองถือกำเนิดมา
กระนั้น ถึงแม้จะพอทราบว่าตัวเขาถือกำเนิดมาเพราะ [ความรัก] แต่อัลเดบารันนั้นอยู่ในสถานะที่ไม่มีพ่อแม่ให้ต่อต้านแบบชัดเจนนัก
อำนาจที่มีอยู่ก็ดันทำให้ชินชากับการดับสูญของชีวิต แถมอัลยังไม่เคยกังขาว่าทำไมตนถึงเกิดมาเป็น [ดวงดาวผู้ติดตาม] เลย
เอคิดน่า: งั้นเหรอ นายไม่ได้มีอารมณ์กับแรงผลักดันเหมือนอย่างวัยรุ่นสินะ เรื่องนั้นแอบน่าเสียดายอยู่นะเนี่ย อุตส่าห์คิดวิธีรับมือไว้ตั้งหลายอย่างไม่ว่านายจะเข้าสู่วัยต่อต้านแบบไหนอยู่แล้วเชียว
[แม่มด] คอมเมนต์อย่างไร้หัวใจไว้เช่นนั้น เพราะเธอมิอาจหักห้ามความปรารถนาที่จะได้เห็นทุกอารมณ์และทุกการตัดสินใจที่เป็นไปได้ของมนุษย์
[แม่มด] ผู้นี้คือบุคคลที่อัลเดบารันได้ใช้เวลาด้วยมากที่สุดตั้งแต่เกิดมา แถมอัลยังมีโอกาสได้รู้จักกับ [แม่มด] คนอื่นด้วย
คุณลักษณะร่วมของเหล่า [แม่มด] คือพวกหล่อนมิอาจหักห้ามใจไม่ให้ทำตามแรงปรารถนาในใจตนได้ โดยระดับความรุนแรงจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน
เอคิดน่า: กะแล้วเชียว มันเพ้อฝันเกินไปหน่อยสำหรับผู้ที่ไม่ใช่แม่คนแบบเราที่คิดจะเลียนแบบประสบการณ์แม่คนแบบผิวเผินสินะ …แล้วถ้าเป็นทางฝั่งนั้นที่สร้างเบียทริซขึ้นมา จะมีประสบการณ์ไหมนะ
อัลสัมผัสได้ถึงความเดียวดายที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องวัยต่อต้านจากประโยคนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะกล้าถามต่อ
ที่จริงสาเหตุที่อัลมิเคยมีวัยต่อต้านก็เพราะว่าหญิงสาวผมขาวจะตอบรับอยู่เสมอทุกครั้งที่เขาเรียกหา ทั้งที่ปกติเธอไม่สนใจหัวใจของผู้อื่นเลย
. ที่จริงเหล่า [แม่มด] ที่อัลเดบารันรู้จักเป็นเพียงดวงจิตที่ถูกเก็บรวบรวมไว้หลังความตาย เขาจึงพบเจอพวกเธอได้แค่ภายในมิติที่อาจารย์สร้างไว้
ณ ตอนนั้นมี [แม่มด] เหลืออยู่เพียงแค่สองคนคืออาจารย์ของอัลและ [แม่มด] ผู้เป็นสาเหตุการตายไม่ทางตรงก็ทางอ้อมของแม่มดอีกห้าคน
เพื่อที่จะจัดการกับ [แม่มด] คนดังกล่าว อาจารย์จึงได้ฝึกฝนให้อัลใช้อำนาจได้อย่างช่ำช่องโดยการสังหารอัลไปเกินกว่าหนึ่งล้านครั้ง
ถึงแม้ [แม่มด] จะปัดความรับผิดชอบว่าจำลูปเหล่านั้นมิได้ แต่อัลเดบารันก็ทราบถึงเหตุผลในการมีอยู่ของตัวเขาในฐานะ [ดวงดาวผู้ติดตาม] ดี
เอคิดน่า: ――ไม่ว่ายังไงก็ต้องฆ่าให้ได้
การปั้นอัลให้ทำหน้าที่นั้นได้สำเร็จคือเป้าหมายที่ [แม่มด] ยอมแลกได้กระทั่งการถูกตำหนิจากแม่มดคนอื่นและการตัดสัมพันธ์กับสหายเก่า
เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น
ถึงแม้ [แม่มด] จะมีนิสัยเลวร้ายและสอนแต่บทเรียนหฤโหด แต่อัลเดบารันก็ภาคภูมิใจต่อคำกล่าวนั้นและยึดถือมันเป็นรากฐานของตัวตน
――ณ ช่วงเวลานั้นอัลเดบารันผู้ยังคงมีแขนซ้ายเชื่อมั่นว่าตัวเขาสามารถทำตามความคาดหวังของ [แม่มด] ได้จริง
หารู้ไม่ว่าตัวเขาที่คุ้นชินกับ [ความตาย] นั้นแค่ยังมิเคยลิ้มรสความพ่ายแพ้อย่างแท้จริงมาก่อน นั่นแหละคืออดีตอันดำมืดที่อัลอยากลบทิ้ง
. ตัดกลับมาปัจจุบัน อัลเดบารันนั้นแพ้ทางเอมิเลียโดยสัญชาตญาณ เผชิญหน้ากับเธอทีไร อัลก็ต้องข่มใจให้กล้าโจมตีใส่เธอแบบไม่ยั้งมืออยู่เสมอ
อัลไม่เคยลังเลแบบนี้กับศัตรูคนอื่น แถมคราวนี้เขายังใช้แผนลากคนบริสุทธิ์มาโดนลูกหลงให้เอมิเลียปกป้องแบบตอนอยู่ที่นครหลวงไม่ได้เสียแล้ว
ที่จริงอัลได้เตรียมใจที่จะมองเอมิเลียเป็นศัตรูมานานตั้งแต่ก่อนที่จะได้พบกับพริสซิลล่าเสียอีก ถึงแม้เป้าหมายของการเตรียมใจจะมิใช่เอมิเลียตรงหน้าเขาก็ตาม
อัล: ถึงจะเป็นการเตรียมใจแบบใช้ของเก่าซ้ำก็เถอะ แต่อย่างน้อยมันก็ยังพอถูไถได้อยู่เฟ้ย
การรัวยิงก้อนหินของอัลมีเป้าหมายคือการบีบให้อีกฝ่ายบินหลบหรือตั้งรับ แต่แล้วเอมิเลียกลับบุกฝ่าเข้ามาตรงๆ โดยไม่ชะลอความเร็ว
เธอสหายปีกน้ำแข็งบนแผ่นหลัง สร้างแท่นน้ำแข็งชั่วคราวขึ้นมาเหยียบ ยิงลิ่มน้ำแข็งสวนก้อนหิน และใช้ดาบคู่น้ำแข็งฟันหินที่หลุดรอดเข้ามา
. [แม่มด] เคยสอนอัลไว้ว่าการใช้งานเวทมนตร์หลายอย่างพร้อมกันนั้นทำได้ยากมากต่อให้จะเป็นเวทมนตร์ธาตุเดียวกันก็ตาม
มันคือความยากระดับเดียวกับการถือปากกา(เพน)ในมือทั้งสองข้าง แล้วใช้มือขวาเขียนเรียงความในขณะที่มือซ้ายวาดภาพประกอบ(อิลลัส)
ยิ่งถ้าเป็นการร่ายมนตร์หลายธาตุพร้อมกัน ความยากจะอยู่ในระดับที่ต้องมีสมองแยกสำหรับประมวลสูตรพิธีเวทของแต่ละธาตุเลยทีเดียว
อัลเดบารันเคยเห็น [แม่มด] ร่ายมนตร์ 5 ธาตุพร้อมกันมาแล้วก็จริง แต่เขาก็ยังกังขาว่าภายในศีรษะเล็กๆ ของอาจารย์จะมีสมองอยู่ถึงห้าก้อน
ถึงจะไม่ได้เว่อร์วังระดับนั้น แต่เอมิเลียก็สามารถร่ายมนตร์ธาตุอัคคีได้ถึงสี่รูปแบบพร้อมกัน แถมเธอยังมีทักษะกายภาพระดับนักกีฬา(แอทลีต)โอลิมปิกอีกต่างหาก
วันนี้ทั้งวันอัลสะสมแต้ม(พอยต์)ประหลาดใจมามากเกินพอแล้ว เขาจึงเปลี่ยนแนวทางโต้กลับมาเป็นการสาดกรวดทรายที่ไม่มีทางหลบได้หมด
นอกจากจะบดบังทัศวิสัยแล้ว พอเม็ดทรายเกาะตัวรวมกันบนเสื้อผ้าและแขนขาของเอมิเลียมากเข้ามันก็จะเริ่มแข็งเป็นก้อนและมีน้ำหนัก
. ไรน์ฮาร์ดเคยโดนดีบัฟเดียวกันนี้ที่ทะเลทรายมาแล้ว แต่แน่นอนว่าเอมิเลียคงมิอาจเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเหนือเสียงเพื่อสลัดทรายทิ้งแบบไรน์ฮาร์ดได้
นอกจากนี้กรวดทรายก็ยังกัดกร่อนปีกน้ำแข็งจนสูญเสียบาลานซ์ แต่เอมิเลียก็แก้ทางด้วยการสลัดปีกที่ชำรุดทิ้งและเตรียมสร้างปีกใหม่ต่อทันที
อัล: ――เพิร์จ(ลบล้าง)แล้วสินะ!
ต่อให้เอมิเลียจะรีสตาร์ทโมเมนตัมได้ด้วยปีกคู่ใหม่ แต่ถ้าหากมีอะไรมาขัดจังหวะ เธอก็จะไม่มีทางไล่ตามแฮงไกลเดอร์ความเร็วร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงได้
เพราะงั้นอัลเดบารันที่รอจังหวะนั้นอยู่จึงร่ายมนตร์เปลี่ยนหน้าผาทั้งสองฟากฝั่งให้กลายเป็นแขนศิลาขนาดยักษ์จำนวนหลายร้อยแขน
อัล: จงรีสเปกต์(เคารพ)คันนอนปางพันกร …แต่เอาเข้าจริง เหมือนฉากหลังของบ้านผีสิงมากกว่าแหละนะ
หากแขนศิลาสักแขนคว้าขาสักข้างของเอมิเลียไว้ได้ เกมวิ่งไล่จับก็จะจบลงทันที เธอจะไม่มีทางไล่ตามอัลเดบารันได้ทันอีกต่อไป
. อัล: แน่จริงก็――
เอมิเลีย: ――สู้ไม่ถอย!!
เสียงตะโกนปลุกใจตนเองดังขึ้นมากลบคำพูดของอัล ความน่ากลัวของเอมิเลียคือการ “สู้ไม่ถอย” ของเธอมักจะสร้างผลลัพธ์เกินความคาดหมาย
แขนศิลาข้างแรกถูกดาบน้ำแข็งฟันนิ้วกุด เอมิเลียใช้มันเป็นแท่นเหยียบเพื่อไต่ระดับความสูงต่อ กระนั้นก็ยังมีแขนอีกหลายร้อยข้างรออยู่
เอมิเลีย: ――คุณทหาร ขอยืมแรงหน่อย!
กลุ่มทหารน้ำแข็งหน้าตาน่าขยะแขยงปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้งตามเสียงเรียก ทั้งที่พวกมันควรจะแหลกสลายไปก่อนหน้านี้หมดแล้ว
แขนศิลาที่รายล้อมถูกทหารน้ำแข็งเข้าขัดขวาง บ้างก็เอาทั้งตัวไปบัง บ้างก็ต่อยให้แขนเปลี่ยนทิศทาง บ้างก็โดนขยี้แหลกขณะกำลังโพสต์ท่า
ทว่า ตัวที่น่าหงุดหงิดที่สุดสำหรับอัลเดบารันก็คือทหารน้ำแข็งที่กุมมือเอมิเลียและช่วยเหวี่ยงเธอไปต่อข้างหน้าจนรอดพ้นจากแขนยักษ์
นัตสึกิ สุบารุน้ำแข็งทั้ง 7 ต่างถูกขยี้หลังสำเร็จหน้าที่ กระนั้นพวกมันก็เกิดใหม่ได้ทันที เวียนว่ายตายเกิดซ้ำไปซ้ำมาเพื่อคอยปกป้องและช่วยเหลือเอมิเลีย
. [แม่มด] เคยกล่าวไว้ว่าเวทมนตร์นั้นคือความนึกคิดและความปรารถนาที่กลายเป็นรูปธรรม ซึ่งฟังดูโรแมนติกอย่างน่าผิดคาดสำหรับเจ้าตัว
กระนั้นเวทมนตร์ก็ดลบันดาลให้สายลมกลายเป็นคมดาบเชือดเฉือนศัตรูได้และเปลี่ยนความพิโรธให้กลายเป็นเปลวเพลิงสีชาดที่แผดเผาทุกสิ่งได้จริง
เช่นนั้นแล้ว ภาพของทหารน้ำแข็งรูปร่างเหมือนนัตสึกิ สุบารุที่กำลังช่วยเหลือเอมิเลียอยู่ตรงหน้าเขานั้นสื่อถึงความปรารถนาแบบใดกัน?
แค่คิดถึงเรื่องนั้นท้องไส้ของอัลเดบารันก็ปั่นป่วน เขาจึงรวบรวมอารมณ์ด้านลบที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงและใช้มันสำหรับการโจมตีถัดไป
อัล: ――โทษทีนะที่เล่นมุกซ้ำ ขอใช้ไพ่ตายอีกรอบละกัน
ทันใดนั้นเองก้อนหินยักษ์ที่ไซซ์ใหญ่พอๆ กับความกว้างของช่องเขาอักซาดก็ร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน มันคือกับดักแบบเดียวกับที่นครหลวงนั่นเอง
. อาจกล่าวได้ว่าจุดมุ่งหมายในการมีตัวตนอยู่ของอัลเดบารันนั้นคือชัยชนะในศึกเพียงศึกเดียวที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จำเป็นต้องคว้ามันมาให้จงได้
ตั้งแต่วินาทีที่ถือกำเนิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยได้รับมอบและสั่งสมมาตลอดชั่วชีวิตก็ล้วนแต่เพื่อนำทางอัลเดบารันไปสู่ชัยชนะเพียงครั้งเดียวนั้น
เขาเคยคิดว่าตนรู้ซึ้งถึงความหนักหนาและความสำคัญของภารกิจเป็นอย่างดี แต่ก็มีช่วงเวลาที่การเตรียมใจและดวงจิตของอัลสั่นคลอนไม่มั่นคง
เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น
――ด้วยเหตุนั้น ประโยคดังกล่าวของ [แม่มด] จึงกลายมาเป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตของอัลเดบารัน
ตราบใดที่อัลยังไม่สิ้นศรัทธาในตัว [แม่มด] และเชื่อมั่นในคำพูดของหล่อน ย่อมไม่มีอุปสรรคหรือศัตรูคนใดที่สามารถหยุดยั้งหรือโค่นเขาลงได้
. จริงอยู่ว่า [ความตาย] คือสิ่งที่อัลคุ้นชินถึงขั้นติดนิสัยนับจำนวนครั้งตามที่ถูกสอนมาไปแล้ว แต่อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ได้ลิ้มรส [ความตาย] ที่แท้จริง
เพื่อที่จะทำให้ความปรารถนาสูงสุดของเธอเป็นจริง [แม่มด] ได้ปลุกปั้นอัลเดบารันให้พร้อมต่อสู้ในศึกสำคัญศึกเดียวในชีวิตของเขา ทว่า…
เอคิดน่า: ――ในตอนที่ไม่ควรจะพ่ายแพ้ นายดันแพ้เสียได้
ทันทีที่ได้เห็น [แม่มด] นั่งจิบชาอยู่บนโต๊ะสีขาวท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีแสนคุ้นเคย ความสิ้นหวังและความรู้สึกผิดก็กัดกินอัลเดบารันจากภายใน
นั่นเพราะว่า [แม่มด] พึ่งจะเสียสละตนเองปกป้องอัลไว้จนสูญเสียแขนขาทั้งสี่ข้าง หลังจากที่เขาพ่ายแพ้ในศึกที่จำเป็นต้องชนะให้ได้โดยเด็ดขาด
การที่ [แม่มด] ยังคงนั่งจิบชาอยู่ได้ในสภาพไร้บาดแผลทั้งที่จริงๆ แล้วหล่อนควรจะนอนร่อแร่รอความตายอยู่ย่อมแปลว่าที่นี่คือโลกแห่งความฝัน
อัลเดบารันผู้ศรัทธาแตกสลายยังคงแน่นิ่ง ใจลอยไปคิดเรื่องไร้สาระอย่าง “[แม่มด] ก็มีเลือดสีแดงเหมือนกัน” ทั้งที่มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว
สภาพปางตายของอาจารย์มิใช่คำลวงอย่างแน่นอน เพราะงั้นโลกแห่งความฝันที่ทาเรื่องแต่งทับถมความเป็นจริงย่อมเป็นเพียงแค่ของปลอม
เอคิดน่า: ไม่ค่อยชอบใจคำว่า “เรื่องแต่ง” สักเท่าไหร่น่ะ ถึงจะรู้ว่าที่จริงแล้วไม่ใช่คำเดียวกัน แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบุคคลน่าชิงชังขึ้นมา
. จนถึงท้ายที่สุดอัลเดบารันก็อ่านเจตนาของ [แม่มด] ไม่ออก เธอควรที่จะเกลียดชังและอยากจะทอดทิ้งตัวเขาผู้ล้มเหลวแท้ๆ ทว่า…
เอคิดน่า: ท่าทางว่าคงเอาแขนกลับคืนมาไม่ได้แล้วแหละ
แขนซ้ายของอัลเดบารันถูกเงาช่วงชิงไปตั้งแต่หัวไหล่ลงมาในศึกก่อนหน้า ที่ไม่มีความเจ็บปวดเป็นเพราะว่าตัวเขาอยู่ในปราสาทแห่งความฝัน
ยามที่กลับสู่ความเป็นจริง ความเจ็บปวดที่จินตนาการไม่ออกคงจะแผดเผาสมองเขา แถมยังใช้ [ความตาย] แก้ไขความล้มเหลวนี้มิได้อีกแล้ว
เอคิดน่า: เสียแขนไปข้างหนึ่ง พ่ายแพ้ในศึกที่ไม่ควรจะแพ้ ดูเหมือนว่าแผนการของเราจะล้มเหลวไม่เป็นท่า นึกภาพออกเลยว่าคงโดนพวกเพื่อนๆ บ่นยับแน่ ――สุดท้ายแล้ว คงต้องฝากฝังให้พวกเขาที่ตั้งใจจะสืบทอดเจตนารมณ์ของฟลูเกลจัดการต่อ เจ็บใจชะมัดเลยนะ
เพื่อที่จะเติมเต็มความปรารถนาของตน [แม่มด] อุตส่าห์จากลากับแม่มดคนอื่นและเหล่าสหายที่เคยเดินทางร่วมกันโดยไม่หวังให้ใครเข้าใจแท้ๆ
แต่แล้วความพ่ายแพ้ของอัลเดบารันกลับทำให้ทุกอย่างพังทลายลง หัวใจของเขาจึงแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
การได้เห็นบุคคลที่เขาใกล้ชิดมากที่สุดในโลกนอนรอความตายคือบาดแผลที่ไม่มีวันรักษาได้ มันถูกสลักลงไว้บนดวงจิตอันกลวงเปล่าของอัลเดบารัน
เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น
เพราะงั้น อัลจึงมิอาจเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดอาจารย์จึงกล่าวย้ำประโยคนั้นขึ้นมาอีก
. เอคิดน่า: มาถึงขั้นนี้ก็ไม่ต้องมัวห่วงภาพลักษณ์กันแล้ว มาปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการชนะกันดีกว่า เรื่องหล่อนน่ะปล่อยให้พวกทางนั้นจัดการไป …ส่วนพวกเราน่ะ จะยับยั้งความเสียหายระลอกสอง
[แม่มด] นั้นทั้งฉลาดและเห็นแก่ตัว เธอเพิกเฉยต่ออัลเดบารันที่ยังคงอ้ำอึ้งเพราะความรู้สึกผิดและตัดสินใจแผนการขั้นต่อไปเองทั้งหมด
เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น
อัลเดบารันผู้ที่ล้มเหลวไปแล้วไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าตนจะสามารถทำตามแผนการใหม่ได้ แต่แล้วเหตุใด [แม่มด] จึงยังคงกล่าวย้ำประโยคนั้น
[แม่มด] ลุกจากโต๊ะน้ำชาและเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา บนใบหน้าของหญิงสาวที่อัลเดบารันรู้จักมาทั้งชีวิตมีสีหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนอยู่
เอคิดน่า: ――ดวงดาวนั่นแหละที่ผิด
“อัลเดบารันไม่ได้ผิดเลย” คือความหมายที่หล่อนต้องการจะสื่อ แต่ก่อนที่เขาจะปรับอารมณ์ได้ทัน ปราสาทแห่งความฝันก็ยุติลงอย่างฉับพลัน
ราวกับละครกระดาษ(คามิชิไบ)ที่ถูกกระชากภาพประกอบออก อัลถูกส่งกลับไปยังความเป็นจริงอันโหดร้าย ความเจ็บปวดจู่โจมสมองต่อโดยทันที
ทั้งผืนดินและผืนฟ้าถูกย้อมเป็นสีดำสนิทจนบอกช่วงเวลาไม่ถูกอีกต่อไป เสียงคร่ำครวญของอัลเองก็ถูกกลบทับด้วยเสียงของโลกที่กำลังพังทลาย
ท่ามกลางโลกแห่งโกลาหลใบนั้น เสียงร่ายมนตร์ครั้งสุดท้ายของ [แม่มด] กลับดังมาถึงหูของอัลเดบารันได้
เอคิดน่า: ――โอล ชามัค
× × ×
กว่าที่อัลเดบารันจะได้สติกลับคืนมา ทุกอย่างก็จบลงไปแล้ว ไม่สิ ทุกอย่างได้จบลงและเริ่มต้นขึ้นใหม่ จบลงและเริ่มใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก
อัลแน่นิ่งไปเพียงชั่วขณะหลังจากที่หลุดออกมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเงื่อนไขตั้งต้นต่างกันหรือเพราะ [แม่มด] มีพลังมหาศาลเหนือกว่าเขาหลายเท่ากันแน่
ทาสดาบ: ――นี่แก โผล่มาจากไหนกัน? ใครกันเนี่ย?
ผู้เอ่ยคำถามนั้นคือชายแปลกหน้า เขาแต่งชุดซ่อมซ่อพอๆ กับอัลเดบารันและเอาแต่จดจ้องด้วยสายตาที่ทั้งหวาดระแวงและหวั่นเกรง
ถึงแม้จะมีประสบการณ์สื่อสารกับผู้คนน้อย แต่สิ่งสำคัญที่อัลเดบารันต้องถามจากอีกฝ่ายให้ได้มีเพียงแค่เวลาและสถานที่ในปัจจุบันเท่านั้นเอง
ทาสดาบ: กินุนไฮฟ์ …เกาะทาสดาบยังไงล่ะ [แม่มด]? เรื่องนั้นมันผ่านมาตั้งสี่ร้อยปีแล้วไม่ใช่เรอะ?
พอได้รู้ว่าโลกไม่หลงเหลือร่องรอยของ [แม่มด] แล้ว อัลถอนหายใจออกมา จากนั้นก็เริ่มสะอึกสะอื้นก่อนจะล้มลงไปนอนร้องไห้บนพื้นจนชายแปลกหน้าตกใจ
【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】
คำพูดของ [แม่มด] จากเมื่อสี่ร้อยปีก่อนยังคงสลักอยู่บนดวงจิต มันคือตราบาปที่ความล้มเหลวของอัลเดบารันเปลี่ยนให้บุคคลนั้นกลายเป็นคนพูดโกหก
เขาอยากจะตายให้พ้นๆ ไป แต่ก็มิอาจตายได้
. จบตอน