re zero webnovel arc9 chapter53 แปลไทย

บทที่ 9 ตอนที่ 53 "อัลเดบารัน II"

. อัล: ――โทษทีนะที่เล่นมุกซ้ำ ขอใช้ไพ่ตายอีกรอบละกัน

ตกใจที่เห็นโขดหินยักษ์เหนือศีรษะ นึกเสียใจที่ปล่อยให้อัลหนีรอดไปจากนครหลวงได้ หลับตาลงเพื่อข่มใจตนเอง กังขาว่า “จะทำได้ไหมนะ…” ลืมตากลับมามองหินยักษ์ด้วยสีหน้าแบบ “ยังไงก็ต้องทำให้ได้!” มองไปข้างหน้าด้วยสายตาที่แกร่งยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนั่นคือสีหน้าที่เอมิเลียแสดงออกมาภายในวินาทีเดียวขณะที่เธอกำลังหลบหลีกแขนศิลาที่โผล่ออกมาจากหน้าผาสองฟากฝั่ง

เอมิเลียร่ายมนตร์เสกฝาน้ำแข็งไซซ์ยักษ์มารองรับโขดหินมหึมาจากด้านล่าง โดยอาศัยขอบหน้าผาทั้งสองฟากเป็นตัวยึดฝาให้อยู่กับที่

ฝั่งอัลตอบโต้ด้วยการยิงกระสุนปืนใหญ่ศิลาไปทำลายขอบหน้าผาฝั่งหนึ่งให้กว้างขึ้น ส่งผลให้ฝาน้ำแข็งไร้สิ่งยึดติดและร่วงลงมาพร้อมกับโขดหิน

เอมิเลียเปลี่ยนแผนต่อทันที เธอสร้างปีกน้ำแข็งคู่ใหม่ที่ผ่านการเพิร์จ(ลบล้าง)กรวดทรายทิ้งแล้ว จากนั้นก็ประกบฝ่าเท้ากับหนึ่งในทหารน้ำแข็ง

แรงถีบจากเบื้องล่างส่งนางฟ้าติดปีกเอมิเลียให้พุ่งทะยานตรงไปหาอัลเดบารัน มันคือแรงถีบที่ออริจินัลนัตสึกิ สุบารุไม่มีวันเลียนแบบได้

ทั้งที่ยาเอะอุตส่าห์สละตัวเองเพื่อสร้างความได้เปรียบ(แอดแวนเทจ)ให้ แต่อัลกลับกำลังจะถูกไล่ตามทัน เขานึกภาพยาเอะพูดจาเหน็บแนมออกเลย

. อัลเดบารันกระหน่ำยิงกระสุนหินไปสกัดต่อ แต่เอมิเลียกลับหักหลบกลางอากาศได้พริ้วไหวอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งที่ปีกเทียมไม่น่าจะทำเช่นนั้นได้

อัล: ถามจริง!?

ปีกนางฟ้าที่สร้างจากน้ำแข็งกระพือไม่ได้ก็จริง แต่เอมิเลียเสริมปีกขนาดเล็กทับซ้อนลงไปหลายชั้นใต้ปีกหลักเพื่อปรับการแหวกผ่านห้วงอากาศ

ผลลัพธ์คือเธอสามารถเคลื่อนไหวแบบสามมิติได้อย่างเฉียบคม(เอดจ์)ผ่านการเอนตัว แผนการใช้หลักอากาศพลศาสตร์นี้เกิดขึ้นจากเซนส์ล้วนๆ

ในขณะที่อัลเสียโมเมนตัมไปเพราะต้องคอยโจมตีสกัด ฝั่งเอมิเลียนั้นเร่งความเร็วจนเกือบจะหลุดจากระยะโขดหินที่เป็นไพ่ตายของเขา

แต่แล้วดวงตาสีม่วงครามก็ต้องเบิกกว้าง เนื่องจากเธอสังเกตเห็นความผิดปกติว่าอัลเอาแต่รัวยิงกระสุนหินโดยไม่คิดจะป้องกันตัวหรือเปลี่ยนกลยุทธ์เลย

อัล: ――ก็บอกไปแล้วนี่ ว่าเล่นมุกซ้ำน่ะ

ตอนศึกที่นครหลวง อัลหลบหนีไปได้เพราะเอมิเลียต้องป้องกันความเสียหายจากโขดหิน แต่คราวนี้ไม่ควรจะมีคนบริสุทธิ์มาโดนลูกหลงแล้ว

――ขอย้ำว่าไม่มี “คนบริสุทธิ์” มาติดร่างแหไปด้วยแล้ว

เอมิเลีย: ――อัล!!

เอมิเลียร้องตะโกนพลางเอื้อมมือไปหา “อัลเดบารัน” บุคคลเดียวนอกเหนือจากตัวเธอที่กำลังจะโดนลูกหลงจากโขดหินที่ร่วงหล่น

. อุปราช: ――รู้ผลแล้ว! ยอดเยี่ยมมากที่รอดชีวิตมาจาก [สปาร์ก้า] ได้! จากนี้ไป เจ้าเองก็ถือเป็นหนึ่งในทาสดาบแห่งเกาะทาสดาบแล้ว! ยินดีต้อนรับ ไอ้คนเหลือขอ!

หลังเสียงกู่ร้องยินดีที่ฟังดูคล้ายคำด่าดังกระหึ่มไปทั่วสังเวียน อัลเดบารันที่เหนื่อยหอบก็ทรุดเข่าลงและนั่งพิงซากศพของสัตว์มารตัวใหญ่

เจ้ากิลตี้ลอว์ตัวนั้นถูกดาบแทงทะลุคอจนตาย มันถูกตัดขาหลังทั้งสองข้างกับขาหน้าข้างขวาออก สีหน้าเหมือนตายทั้งที่สับสนมากกว่าทุกข์ทรมาน

ภาพอันน่าสังเวชนั้นทำให้อัลเดบารันไหล่ตกด้วยความเศร้าโศก ก่อนที่เขาจะรู้สึกขยะแขยงตนเองที่แสร้งทำเป็นสงสารเจ้าสัตว์มาร

ทาสดาบ: รอดชีวิตมาได้ด้วยเรอะเนี่ย ตกใจเลยแฮะ

ทาสดาบในชุดซอมซ่อเอ่ยทักทายตอนขากลับ เนื่องจากเขาเป็นคนแรกที่พบอัล ชายคนนี้จึงถูกมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงเด็กใหม่ไปโดยปริยาย

เจ้าตัวคงแอบแช่งให้อัลไม่รอดจากพิธีกรรม [สปาร์ก้า] เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบหน้าที่ใหม่ แต่ที่จริงอัลเองก็ทึ่งพอกันที่ตนเองรอดมาได้

. หลังพ่ายแพ้ในศึกที่ไม่ควรจะพ่าย อัลเดบารันก็มาโผล่ในสถานที่ไม่คุ้นเคยซึ่งเต็มไปด้วยคนแปลกหน้าและกฎเกณฑ์(รูล)ที่ไม่มีคำอธิบาย

ณ โลกใหม่อันเป็นดินแดนป่าเถื่อนแห่งนี้ อัลเดบารันได้สูญเสียทั้งคุณค่าในการมีตัวตนอยู่และบุคคลที่จะอาลัยต่อการสูญเสียของเขาไปแล้ว

ทาสดาบ: เห็นบอกว่าอยากตาย ที่แท้ก็แค่ลมปากสินะ

จริงอย่างที่เขาเหน็บแนม ถ้าหากอัลสิ้นหวังและปรารถนาความตายจากใจจริง ก็ไม่มีอะไรเหมาะเจาะไปกว่าพิธีเชือดเด็กใหม่อย่าง [สปาร์ก้า] แล้ว

สมาชิกหน้าใหม่อีกสี่คนที่เข้าทดสอบพร้อมอัลต่างพยายามเอาตัวรอดด้วยการสู้กลับ วิ่งหนี หรือร้องขอชีวิต แต่สุดท้ายก็ไม่รอดสักคน

อัลที่เหลือรอดเป็นคนสุดท้ายเองก็เอาแต่ยืนหมดอาลัยตายอยากจนถูกกรงเล็บกระซวก จากนั้นเจ้าสัตว์มารก็กระทืบซี่โครงของเขาจนแหลกคาเท้า

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

ทว่า ทันทีที่นึกย้อนไปถึงคำกล่าวนั้น อัลเดบารันก็กาง [อาณาเขต] ออกมาและรีเซ็ตไป 304 ครั้งจนเอาชนะกิลตี้ลอว์มาได้สำเร็จ

304 ครั้งถือเป็นตัวเลขที่จิ๊บจ้อย หากเทียบกับคู่ต่อสู้คนก่อนหน้านี้ที่ถึงแม้ว่าอัลเดบารันจะรีเซ็ตไป 100 ล้านครั้งก็ยังเอาชนะไม่ได้

. “ทำไมล่ะ ทำไมกัน มันเพราะอะไรกัน เราถึงยังไม่ยอมตายอีก?”

คำถามนั้นตามหลอกหลอนอัลหลังจบ [สปาร์ก้า] จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจสอบถามเรื่องโลกภายนอกจากทาสดาบผู้เป็นพี่เลี้ยง

อัลได้รู้ว่าแดนเถื่อนแห่งนี้คือเกาะกินุนไฮฟ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิวอลลาเคียและทาสดาบของที่นี่จะถูกจับมาดวลกันถึงตายเป็นมหรสพ

ทาสดาบพี่เลี้ยงอยู่ที่นี่มานานจนไม่ค่อยรู้เรื่องโลกภายนอกปัจจุบันเท่าไหร่ แถม [แม่มด] คนเดียวที่เขารู้จักก็มีเพียง [แม่มดริษยา]

กลายเป็นว่าเรื่องราวของ [แม่มด] ในปัจจุบันหลงเหลืออยู่แค่ [แม่มดริษยา] ผู้เกือบทำให้โลกล่มสลาย แต่หล่อนได้ถูกผนึกเอาไว้โดย [สามวีรบุรุษ]

อัลเดบารันสิ้นหวังที่ได้รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปกว่า 400 ปีจากเหตุการณ์นั้นแล้ว แถมยังไม่มีการบันทึกตำนานเกี่ยวกับ [แม่มด] มหาบาปคนอื่นไว้เลย

ทาสดาบ: ――[แม่มดโลภะ]? คืออะไรล่ะนั่น แกแค่มโนไปเองหรือเปล่า?

คำตอบนั้นช่างโหดร้าย ทั้งที่ [แม่มด] ยอมเสียสละได้ทุกสิ่งเพื่อเติมเต็มความปรารถนา แต่ตัวตนของเธอกลับถูกลืมเลือนไปจากประวัติศาสตร์

ทั้งวันวานที่ใช้ร่วมกัน ทั้งคำสอน ทั้งสัมผัสจากปลายนิ้ว ทั้งคำพูดที่จำขึ้นใจ ไม่มีทางที่อัลเดบารันจะมโนสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาเอง

ในโลกนี้ยังมี [แม่มด] อยู่อีกคนที่พยายามจะต่อต้าน [แม่มด] ผู้น่าสะพรึงกลัว และอัลเดบารันก็เป็นทั้งลูกศิษย์และไพ่ตายของ [แม่มด] คนนั้น

ทาสดาบ: เชี่ยเอ๊ย! มีปัญหาอะไรวะ! ทางนี้แค่ตอบที่ถามมาให้เองแท้ๆ อยู่ดีๆ แม่งก็มาต่อยกันเฉยเลย!

สุดท้ายอัลที่สติหลุดก็เผลอไปต่อยผู้มีพระคุณเข้า ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับทาสดาบคนอื่นย่ำแย่จนอัลต้องอยู่อย่างเดียวดายในโลกใบใหม่

. ทาสดาบพี่เลี้ยงกระจายข่าวลือว่าอัลเดบารันเป็นพวก “ลัทธิแม่มด” กลุ่มคนนอกรีตที่คลั่งไคล้ในตัว [แม่มด] ซึ่งก็มิได้เป็นการประเมินที่เกินจริงนัก

แต่พอได้รู้ว่าพวกลัทธิแม่มดคือกลุ่มผู้ก่อการร้าย(เทอเรอริสต์)ที่พยายามจะคืนชีพ [แม่มดริษยา] ขึ้นมา อัลก็ทักท้วงด้วยความเดือดดาลจนชื่อเสียงยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก

ทาสดาบ: …ไอ้คนคลั่งไคล้แม่มดอย่างแกน่ะ ไม่ได้ตายดีหรอกเว้ย

นั่นคือคำพูดสุดท้ายของทาสดาบพี่เลี้ยงก่อนที่จะสิ้นใจลงเพราะถูกฟันโดยมีดพร้า อย่างน้อยอัลก็เห็นพ้องว่าตัวเขาคงมิได้ตายดีอย่างแน่นอน

อุปราชคอยประกบคู่อัลเดบารันกับพวกทาสดาบเรียกเขาว่า “คนคลั่งไคล้แม่มด” อยู่เรื่อย แต่อัลก็เป็นฝ่ายที่มีชัยในการประลองและรอดชีวิตมาได้ตลอด

สิ่งที่อัลเดบารันอยากรู้คำตอบมิใช่เหตุผลที่เขารอดชีวิตมาได้อีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นจุดประสงค์ที่ตัวเขาจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป

อัลจะไม่ยอมตายเด็ดขาดจนกว่าจะได้คำตอบ เพราะงั้นเขาจึงใช้ [อาณาเขต] เพื่อย่ำยีชีวิตของเหล่าทาสดาบคนแล้วคนเล่า ตายวนเวียนหลายร้อยรอบทุกศึก

อุปราช: ――ยอดเยี่ยมมากที่รอดมาได้ ขอคารวะในความดวงแข็งของเจ้าที่ช่วยให้ชนะได้กระทั่งผู้ที่เหนือกว่า

หลังได้ฟังคำชมที่แฝงไปด้วยความฉงน อัลเดบารันก็โยนมีดพร้าที่หักทิ้งไป ก่อนจะหันหลังให้สังเวียนที่แทบจะไร้เสียงฉลองยินดี

เวลาล่วงเลยมาแล้วถึงสิบปีหลังจากที่เขาตื่นขึ้นบนเกาะทาสดาบ แต่สิบปีที่ผ่านไปไวเหมือนโกหกก็ได้บั่นทอนความเป็นมนุษย์ของอัลเดบารันไปด้วย

. 【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

ทั้งใบหน้า เสียง และความอบอุ่นในความทรงจำเริ่มเลือนลางลงและถูกแทนที่ด้วยใบหน้าคนตาย เสียงร้องโหยหวน และเลือดเย็นๆ ของคู่ประลอง

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

“ถูกแล้ว คำกล่าวนั้นถูกต้องแล้ว ไม่มีใครที่สามารถสังหารอัลเดบารันได้ทั้งนั้น”

ตลอดสิบปีมานี้ อัลถูกเรียกตัวไปเข้าร่วม [สปาร์ก้า] หลายครั้ง แต่เขาก็สังหารทั้งยอดฝีมือและพวกเหนือมนุษย์ที่เก่งกว่าตนหลายเท่ามาได้ตลอด

สุดท้ายวีรกรรมไจแอนท์คิลลิ่ง(ล้มยักษ์)แบบต่อเนื่องของอัลเดบารันทำให้เขากลายเป็นตัวตนที่มีสถานะไร้พ่ายไม่มีใครเอาลง ไม่ว่าจะประกบคู่เช่นไร

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

เมื่อคนหน้าเก่าเริ่มล้มหายตายจากไปหมดพร้อมกับข่าวลือด้านลบเกี่ยวกับตัวเขา อัลเดบารันจึงกลายเป็นหนึ่งในทาสดาบรุ่นเก๋าประจำถิ่น

ในช่วงนั้นอัลได้ตระหนักว่าไม่มีประโยชน์ที่จะถามคนอื่นเรื่อง [แม่มด] เนื่องจากมันเป็นหัวข้อต้องห้าม(ทาบู)ที่คนทั่วไปรู้ข้อมูลเพียงแค่ผิวเผิน

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

ทว่า การติดอยู่ในวังวนแห่งการคร่าชีวิตเป็นสิบปีก็ทำให้อัลเริ่มจมดิ่งอยู่ในความสิ้นหวัง เพราะเขาเริ่มกังขาว่า [แม่มด] มีตัวตนอยู่จริงไหม

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

ยามที่หลับตาลง เขายังคงได้ยินเสียงของหล่อนและจดจำคำพูดนั้นได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่ากันล่ะ

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

จดจำใบหน้าของ [แม่มด] มิได้แล้ว จดจำเสียงของ [แม่มด] มิได้แล้ว จดจำความอบอุ่นจาก [แม่มด] มิได้เสียแล้ว

ความทรงจำที่กรอกลับไปมาในหัวนับสิบปีเหมือนวิดีโอเทปเริ่มขาดลง อัลฝืนเชื่อมเทปที่ขาดเข้าด้วยกันเพื่อกรอดูต่อจนกระทั่งเทปกลายเป็นฝุ่น

พอความทรงจำกระจัดกระจายดุจเม็ดฝุ่นเช่นนั้น อัลเดบารันก็ไม่มั่นใจอีกต่อไปว่า [แม่มด] มีตัวตนอยู่จริงไหม? ความทรงจำในหัวเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

มีบางครั้งที่อัลทนต่อไม่ไหวและจงใจปิด [อาณาเขต] ระหว่างการประลอง เพื่อที่จะได้ชะโงกมองและทิ้งตัวลงไปยังห้วงเหวแห่งความตายที่แท้จริง

แต่แล้ว [อาณาเขต] กลับช่วยชีวิตอัลเดบารันไว้ในรูปแบบที่คาดไม่ถึง ราวกับเป็นการย้ำเตือนคำพูดของ [แม่มด] ที่อาจจะไม่มีตัวตนอยู่จริง

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

มีหลายครั้งที่อัลเดบารันเกือบจะถูกปลิดชีพอยู่แล้ว แต่ศัตรูกลับตาเหลือกหมดสติลงต่อหน้าต่อตา จิตใจของพวกเขาแตกสลายและสูญสิ้นจิตต่อสู้

หลังจากที่สับสนและขุ่นเคืองใจว่ามีพลังลี้ลับอะไรคอยปกป้องชีวิตของตนไว้อยู่หรือเปล่า อัลเดบารันก็จะบั่นศีรษะคู่ต่อสู้ที่หมดสภาพทิ้ง

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

แม้จะผ่านมาแล้วสิบปี อัลเดบารันก็ยังคงไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่ตัวเขาจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ต่อ เขาหวาดกลัวเหลือเกินว่าทุกสิ่งจะเป็นเพียงคำลวง

กลัวเหลือเกินว่า [แม่มด] จะไม่มีอยู่จริง กลัวเหลือเกินว่าตัวเขาจะเป็นเพียงคนบ้าผู้คลั่งไคล้ [แม่มด] ทั้งกลัวและสงสัยจนนอนไม่หลับคืนแล้วคืนเล่า

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

คำพูดที่เคยเป็นรากฐานของตัวตนเริ่มกลายเป็นสิ่งที่เขาหวาดกลัว ทั้งภาระหน้าที่อัลแบกรับอยู่ การพบเจอและลาจาก ทุกสิ่งอาจจะไม่มีอยู่จริง

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

ข้อกังขาต่างๆ ตามหลอกหลอนไม่จบสิ้นราวกับว่าเขาลอยคออยู่ในบึงไร้ก้นอย่างสิ้นหวัง แต่อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นกับชีวิตของอัลเดบารัน

พริสซิลล่า: ――จงสดับฟัง เจ้าพวกไม้ประดับที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเกาะทาสดาบเอ๋ย

――จุดเปลี่ยนที่ว่าก็คือเสียงของสาวน้อยผู้เร่าร้อนและดุดันดุจเปลวเพลิงซึ่งดังกังวาลไปทั่วเกาะผ่านท่อกระจายเสียง

. สรุปแล้วเหตุการณ์จุดเปลี่ยนนั้นคือแผนลอบสังหารจักรพรรดิองค์ใหม่โดยอาศัยการก่อกบฏของพวกทาสดาบเป็นตัวล่อดึงความสนใจ

อัลไม่ทราบรายละเอียดเบื้องลึก แต่ก็พออนุมานได้ว่าแผนน่าจะล้มเหลวเนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนระบบบริหารเกาะและจักรพรรดิก็น่าจะยังเป็นคนเดิมอยู่

กระนั้นก็มีอยู่สองเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวอัล หนึ่งในนั้นคือการที่เขาได้ช่วยชีวิตเด็กสาวผมเงินผู้กำลังเข้าตาจน(พินช์)เอาไว้

เดิมทีอัลเดบารันนั้นมีความเกี่ยวพันกับเด็กสาวผมสีเงินคนหนึ่งที่มิได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเด็กสาวผมเงินเผ่ามนุษย์สุนัขในคราวนี้

กระนั้นการได้ช่วยเหลือเด็กสาวผมเงินแปลกหน้าและการได้ยินเสียงของสาวน้อยผู้เป็นดั่งเปลวเพลิงก็กลายมาเป็นแรงผลักดันสำคัญ

――อัลเดบารันตัดสินใจจะออกไปยังโลกภายนอกเพื่อยืนยันการมีอยู่ของ [แม่มด]

. 【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

หลังจากที่ถูกสัตว์มารสายพันธุ์น้ำสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดอัลเดบารันก็หลบหนีออกจากเกาะและกลับคืนสู่ผืนบกได้เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี

ที่จริงโลกใบนี้ทั้งใบถูกห้อมล้อมไว้ด้วยมหาน้ำตก เพราะงั้นคำว่า “ผืนบก” อาจจะไม่ตรงนัก แต่อย่างน้อยอารมณ์ขันของเขาก็ยังไม่ตายสนิท

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

เพื่อที่จะยืนยันการมีอยู่ของคำพูดที่เป็นทั้งคำสาป การปลอบประโลม พันธนาการ และการให้อภัย อัลเดบารันจึงเริ่มสืบค้นร่องรอยของ [แม่มด]

โดยเบาะแสสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบันก็คือ “ลัทธิแม่มด” องค์กรนอกรีตที่เคารพบูชา [แม่มดริษยา] ซึ่งเขาเคยได้ยินชื่อเสียงตั้งแต่ตอนอยู่บนเกาะ

จริงอยู่ว่ายังไม่เคยมีใครค้นพบแหล่งกบดาลของลัทธิแม่มด แต่การล่อพวกมันออกมาด้วยข่าวลือเกี่ยวกับ [แม่มดริษยา] นั้นมิได้ยากเย็นเลย…

เพเทลกิอุส: ――เหตุใดตัวตนของคุณถึงได้ไม่ปรากฏอยู่ใน [พระวรสาร] กันนะขอรับ?

ที่จริงอัลก็พอจะรู้คำตอบคร่าวๆ ของคำถามจากบิชอปมหาบาปผู้เอียงคอเกินจำเป็น แต่เขาเลือกที่จะคอมเมนต์เบี่ยงประเด็นแทน

ตอนที่ออกจากเกาะ อัลเดบารันได้หยิบหมวกเกราะสีดำสนิทติดมือมาด้วย เนื่องจากเขาถูกใจในความคงทนและฟังก์ชั่นการปิดหน้าแบบฟูลเฟสของมัน

ด้วยเหตุนั้น การที่บุคคลสวมหมวกเกราะเด่นสะดุดตาอย่างอัลไม่ปรากฏอยู่ใน [พระวรสาร] แสนล้ำค่าจึงทำให้เจ้าบิชอปมหาบาปไม่ค่อยพอใจนัก

. เพเทลกิอุส: ――คุณน่ะ [เกียจคร้าน] สินะขอรับ?

ศึกปะทะกับบิชอปมหาบาปคนนี้ถือเป็นศึกที่โหดหินเป็นอันดับต้นๆ ในชีวิตของอัล เขาเป็นคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจเทียบเคียงเหล่า [แม่มด] มหาบาปได้เลย

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

ถึงแม้จะค้นพบเงื่อนไขที่จะเอาชนะอีกฝ่ายได้แล้ว แต่ก็ยังมิอาจเผด็จศึกได้อย่างเด็ดขาดอยู่ดี เพราะงั้นอัลจึงเลือกที่จะล้วงข้อมูลจากอีกฝ่ายแทน

เพเทลกิอุส: หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะขอรับ! ช่างลบหลู่เหลือเกินขอรับ! ซาเทล่า! การกล่าวถึง [แม่มด] คนอื่นนอกเหนือจาก [แม่มดริษยา]! นอกจากเหนือจากซาเทล่าน่ะ! ถือเป็นการลบหลู่อย่างถึงที่สุดขอรับ! ผู้ที่สมควรได้จุติกลับมาบนโลกใบนี้อีกครั้ง มีเพียงตัวเธอผู้มอบความรักความเอ็นดูให้แก่ข้าพเจ้าขอรับ!

คำพูดคำจาที่ชายวิกลจริตพล่ามออกมาอาจจะฟังดูไร้สาระและไม่น่าเชื่อถือสำหรับผู้อื่น แต่มันมีความหมายต่ออัลเดบารัน

เพราะง้ันอัลจึงยอมสังเวยชีวิตรีเซ็ตเหตุการณ์พบเจอกับเจ้าบิชอปมหาบาปครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อชวนมันคุยจนกว่าจะล้วงข้อมูลที่ต้องการได้ครบถ้วน

เพเทลกิอุส: อ๊า! อาาา! เกียจคร้าน! เกียจคร้านเกียจคร้านเกียจคร้านเกียจคร้าน ――เกียจคร้านนน!!

แล้วในลูปต่อมาอัลก็จากลาไปโดยที่ไม่คิดจะเสวนาสักคำ บิชอปมหาบาปทำได้เพียงแต่กรีดร้องโวยวายในขณะที่อัลฝ่าวงล้อมของลัทธิแม่มดออกมาได้

. ข้อมูลที่ได้รับมาจากเจ้าบิชอปมหาบาปช่วยให้อัลเดบารันได้ทราบถึงสาเหตุการเสียชีวิตและชะตากรรมของเหล่า [แม่มด] มหาบาป

[แม่มดโทสะ] เสียสติจนตายขณะที่ติดอยู่ในกับดัก

[แม่มดราคะ] ถูกมหาเพลิงแผดเผาจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

[แม่มดตะกละ] เหือดแห้งจนตายอยู่กลางทะเลทราย

[แม่มดเย่อหยิ่ง] จมน้ำตายจากกระแสน้ำไหลหลาก

[แม่มดเกียจคร้าน] เข่นฆ่ามังกรจนกระทั่งตกลงไปตายในมหาน้ำตก

[แม่มดริษยา] ถูกผนึกไว้ที่สุดขอบของโลก ส่วน [แม่มด] คนสุดท้ายนั้น…

เอคิดน่า: ――อย่างนี้นี่เอง การเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ได้จากภายนอกสุสานก็ถือเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างอยู่นะเนี่ย กลไกของ [แดนศักดิ์สิทธิ์] ก็ด้วย ยังหละหลวมอยู่เลยนะ แต่ส่วนที่เลี่ยงไม่ได้มันก็มีอยู่แหละ

ทั้งทุ่งราบที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าเขียวขจี ทั้งท้องฟ้าสีครามที่ไร้ความสมจริง ทั้งโต๊ะและร่มกันแดด(พาราโซล)สีขาวที่ตั้งอยู่บนเนินเล็กๆ

ทิวทัศน์ตรงหน้าคือสถานที่ในความทรงจำอันเลือนลางของอัลเดบารันไม่ผิดแน่ และที่ใจกลางก็คือตัวตนผู้เลอโฉมที่มีเพียงสีดำกับสีขาว

เอคิดน่า: ――ทำไมความรักถึงได้ไม่ยั่งยืนกันนะ

หลังจากที่กังขาสภาพจิตใจของตนมาเนิ่นนาน ในที่สุดอัลเดบารันก็กลับมาถึงปราสาทแห่งความฝันและได้ยืนยันการมีตัวตนอยู่ของ [แม่มด]

――ไม่สิ เขาได้ยืนยันการมีตัวตนอยู่ของ [แม่มดโลภะ] ผู้กล่าวยินดีต่อลูกศิษย์ที่มิได้เจอหน้ากันมา 400 ปีด้วยรอยยิ้มที่เย็นชาไร้ชีวิตชีวา

. ตัดกลับมาปัจจุบัน

ปกติอัลไม่ได้มองการมีแต่แขนขวาเป็นข้อเสียเปรียบ(แฮนดิแคป) เนื่องจากว่าเขาใช้ชีวิตแบบมีแขนข้างเดียวมายาวนานยิ่งกว่าตอนที่ยังมีสองแขน

กระนั้นการต้องมาอุ้มร่างของเอมิเลียที่หมดสติอยู่ด้วยแขนเทียมศิลาที่สร้างจากเวทมนตร์มันก็ลำบากอยู่พอสมควร

การไล่ล่า(เชส)กลางเวหารู้ผลลัพธ์หลังจากที่อัลงัดไพ่ตายมุกเก่าออกมาใช้จี้จุดอ่อนด้านจิตใจอันอ่อนโยนของคู่ต่อสู้โดยตรง

สุดท้ายเอมิเลียที่ไม่อยากจะสูญเสียใครไปอีกก็ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องอัลเดบารันที่ยังคงอยู่ในเส้นทาง(คอร์ส)การร่วงหล่นของโขดหินยักษ์

ที่จริงอัลลองมาแล้วหลายแผน ทั้งปรับตำแหน่งการร่วงของโขดหิน บดขยี้โขดหินให้กลายเป็นเศษหินถล่ม ยิงกระสุนหินไปปรับเส้นทาง เสริมเวทมนตร์หลากชนิดเข้าไป

ทว่า สัญชาตญาณอันเฉียบคมของเอมิเลียสามารถปรับตัวตามสถานการณ์และก้าวข้ามได้ทุกแผนการจนอัลในลูปก่อนๆ ล้วนแต่ถูกจับแช่แข็ง

สุดท้ายก็มีเพียงวิธีเล่นโกงด้วยการใช้ตนเองเป็นตัวประกันที่ได้ผล แรงกระแทกจากการปะทะกับโขดหินสะเทือนไปทั่วร่างจนเอมิเลียหมดสติ

นอกเหนือจากอาการสมองกระเทือนที่ประเมินได้ยากแล้ว อัลลงทุนรีเซ็ตเพิ่มจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เอมิเลียไม่มีอาการบาดเจ็บแบบอันตรายจนน่ากังวล

. อัลเดบารันตรวจสอบสถานการณ์และประเมินว่าเขาได้ข้ามเส้นแบ่งชายแดนของราชอาณาจักรลูกุนิก้าเข้ามายังนครรัฐคารารากิแล้ว

แต่การจะไปให้ถึงปล่องน้ำพุใหญ่โมโกเลดที่เป็นจุดมุ่งหมายนั้น เขาจำเป็นต้องหาทางกลับขึ้นไปด้านบนของช่องเขาอักซาดหลังจากนี้ก่อน

อัล: ยังไงก็เถอะ ทางที่ดีที่สุดคงต้องหวังให้ทุกคนมารวมตัวกันที่จุดนัดพบล่ะนะ

ในบรรดาสมาชิกกลุ่ม มีเพียงอัลเตอร์ที่ไว้ใจเรื่องความแกร่งได้แบบไม่ต้องกังขา เขาได้แต่หวังว่ารอยที่มีอักขระคำสาปอยู่จะรักชีวิตและไม่ฝืนแหกกฏ

ต่อให้ขาดอัลเตอร์ไป อัลก็ยังพอหาวิธีอื่นในการทำภารกิจให้สำเร็จได้ แต่อำนาจบาป [ตะกละ] ของรอย อัลฟาร์ดคือปัจจัยที่จะขาดไปไม่ได้เลย

รอยคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยยับยั้งภัยพิบัติที่อัลเดบารันก่อขึ้นมาเพื่อแผนการนี้โดยเฉพาะ เพราะงั้นเขาจำเป็นต้องหารอยให้เจอหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

อัล: ตั้งใจจะยับยั้งความเสียหายระลอกสอง แต่ดันทำให้เกิดความเสียหายระลอกสามกับระลอกสี่แทนมันก็ไม่ไหวนะเฟ้ย

. อัลเอียงปีกศิลาเพื่อชะลอตัวลงจอดอย่างนุ่มนวลที่ข้างแม่น้ำใหญ่บริเวณตีนเขา หลังจากที่ร่วงกระแทกพื้นไป 6 รอบ ในที่สุดเขาก็ลงจอดได้สำเร็จในรอบที่ 7

มีอยู่รอบหนึ่งที่อัลลงกระแทกพื้นผิดท่าจนเกือบเป็นอัมพาตทั้งร่าง เขากลืนยาพิษไม่ได้ด้วยซ้ำ เคราะห์ดีที่ยังอุตส่าห์กลิ้งตัวตกแม่น้ำให้จมน้ำตายได้

เนื่องจากไม่อยากเสี่ยงวางเธอทิ้งไว้บนพื้นต่ำที่น้ำอาจจะขึ้นสูงได้ อัลเดบารันจึงนำเอมิเลียไปนอนพักบริเวณรอยยุบตัวบนผาหิน

อัล: โทษทีนะ เอมิเลีย… คุณหนู

ความลังเลในการเรียกชื่อของเธอมีต้นเหตุมาจากการที่อัลเดบารันได้สูญเสียสถานะความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างตัวเขากับเอมิเลียไปแล้ว

เพราะขี้ขลาดจนไม่กล้าพอที่จะเรียกชื่อของเธออย่างถูกต้อง สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจเรียกเอมิเลียว่า “คุณหนู” ในฐานะอัลเดบารันเหมือนเคย

. หลังจากที่จิตใจของเขาเผลอผ่อนคลายลง อาการปวดหัวและวิงเวียนศีรษะที่สะสมมาสักพักจนโอเวอร์ฮีตก็เริ่มเล่นงานอัลเดบารันอีกรั้ง

เขาพักหายใจสิบวินาทีก่อนที่จะกลืนยาพิษ ทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อรีเซ็ตจนกว่าจิตใจจะสงบลง โดยพยายามกล่อมตัวเองว่าต้องฝืนอีกแค่นิดเดียว

ทว่า หนทางเดียวที่จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าของสมองที่ทำงานต่อเนื่องมาเกือบร้อยชั่วโมงได้ก็มีเพียงการพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจเท่านั้น

【เอคิดน่า: ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นนายที่ถูกสร้างขึ้นโดยเราไม่ได้ทั้งนั้น】

อัล: อา ใช่แล้วล่ะ อาจารย์ ――ไม่ว่าใครหน้าไหนก็โค่นชั้นไม่ได้หรอกว้อย ใช่เลย ถูกเผงเลยล่ะ

อัลเดบารันหลับตาลงอีกครั้งเพื่อระลึกถึงคำพูดนั้นและใช้มันเป็นสิ่งค้ำจุน แต่แล้วอีกเสียงหนึ่งกลับดังกังวาลขึ้นมาแบบขาดช่วงแทน

【พริสซิลล่า: ――เห็นไหมล่ะ】

อัล: …

【พริสซิลล่า: ข้าพเจ้า――】

อัล: …

【พริสซิลล่า: ชนะ――】

อัลเดบารันปิดกั้นหัวใจตนเองทั้งที่รู้ดีว่าเจ้าของเสียงคือใคร ทั้งที่รู้ดีว่าคำพูดนั้นได้แผดเผาดวงจิตของตนมากเพียงใด

อัลเดบารันตัดสินใจมาอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ยอมหยุดก้าวเดินเพียงแค่นี้ เขาตัดสินใจมาแล้ว เพราะงั้นจึงต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

. อัล: เหอ

ระหว่างที่เขากำลังมุ่งหน้าไปยังปล่องน้ำพุใหญ่โมโกเลด อยู่ดีๆ ก็มีน้ำแข็งย้อยขนาดใหญ่พุ่งมาเสียบพื้นประมาณ 2 เมตรเบื้องหน้าอัลเดบารัน

ถ้าหากปีนช่องเขาขึ้นมาไวกว่านี้สักห้าวินาที อัลคงจะโดนมันเสียบไปแล้ว แถมหากอิงจากดาเมจที่เธอได้รับ เอมิเลียก็ควรที่จะหมดสติไปอีกหลายชั่วโมง

ดังนั้น คำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้ก็คือเอมิเลียที่มีความดื้อด้านระดับน่าเหลือเชื่อได้ร่ายเวทมนตร์เสกน้ำแข็งย้อยทิ้งท้ายทั้งที่ยังคงหมดสติอยู่

ที่จริงอัลก็คุ้นเคยกับปรากฏการณ์นี้ดี บางครั้งคู่ต่อสู้ใน [สปาร์ก้า] ที่ได้รับบาดแผลถึงตายก็ใช้พลังชีวิตเฮือกสุดท้ายเพื่อลากเขาให้ตายตกตามกันไป

อัลเคยเจอคู่ประลองที่ยังพยายามจะสังหารเขาทั้งๆ ที่ถูกกุดศีรษะไปแล้วด้วยซ้ำ ที่แขนขายังขยับได้เป็นเพราะปณิธานและเจตจำนงอันแน่วแน่

กรณีเอมิเลียก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะหมดสติไปแล้ว แต่เจตจำนงที่อยากจะหยุดยั้งอัลเดบารันส่งผลให้เธอสามารถฝากของขวัญทิ้งท้ายเอาไว้ได้

อัล: ――เดี๋ยวนะ

พอมาคิดดูดีๆ น้ำแข็งย้อยแท่งนั้นมันคล้ายกับหอกน้ำแข็งขนาดใหญ่ของยักษ์ในตำนาน ซึ่งดูเว่อร์วังเกินจุดประสงค์ในการใช้ดักโจมตีอัล

อัล: ――แองเคอร์(สมอ)

แต่ถ้าหากเอมิเลียมิได้สร้างหอกน้ำแข็งขึ้นมาเพื่อใช้โจมตี ก็แสดงว่าขนาดที่ใหญ่เตะตาของมันมีไว้เพื่อเป็นจุดปักหมุดสำหรับเรียกคนอื่นมา

เฟลท์: ――โย่ ไอ้เวรหมวกเกราะ ไม่เจอกันแป๊บเดียว โทรมขึ้นเยอะเลยนี่หว่า

อัล: …ทางนั้นก็พอกันนั่นแหละ ปากเสียขึ้นไม่เบาเลยนี่หว่า ฟิลโอเรจัง

ฟิลโอเร ลูกุนิก้า ไม่สิ เฟลท์โผล่มาดักทางอัลเดบารันพร้อมด้วยกองรบที่มีสมาชิกแบบเดียวกับตอนที่เขาโดนแฟลชเกรเนดแห่งความทรงจำเล่นงาน

. จบตอน